RABIES AND STRAY DOGS IN THAILAND – THE REAL STORY

โรคพิษสุนัขบ้าและสถานการณ์สุนัขจรจัดในประเทศไทย เรื่องจริง

 กลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในการทำให้ภูเก็ตปลอดโรคพิษสุนัขบ้า

ภูเก็ต 25 เมษายน 2559 – หัวข้อข่าวในสื่อที่ได้รับการตีพิมพ์ไม่นานนี้ นำเสนอปัญหาสุนัขจรจัดและความเกี่ยวเนื่องกับการเกิดโรคพิษสุนัขบ้านั้น เป็นข่าวที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่งและถูกนำไปตีความให้เกิดความตื่นตระหนกหวาดกลัวและสร้างกระแสความหวั่นวิตกให้กับประชาชนโดยทั่วไป ตามประกาศขององค์กรอนามัยโลก โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่มาจากการปล่อยปละละเลย มักจะเกิดขึ้นในชุมชนที่ห่างไกลความเจริญ ชุมชนที่วัคซีนและการป้องกันโรคไม่ได้มีการจัดหาเตรียมพร้อมไว้พอเพียง

สุนัขจรจัดมากมายสามารถติดเชื้อโรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผลมาจากโรคที่มาจากการมีเห็บหมัด โรคผิวหนัง การขาดสารอาหาร บาดแผลที่ได้รับจากการต่อสู้กัดกันเอง การกระทำทารุณกรรม และอุบัติเหตุรถชน  การจะกล่าวว่ากว่า 90% ของสุนัขจรจัดที่เจ็บป่วยเพราะโรคพิษสุนัขบ้าเป็นการกล่าวที่ตรงข้ามกับข้อมูลสถิติประจำปีที่ตีพิมพ์โดยกรมปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ได้เข้าปฏิบัติงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อขยายการทดสอบซากสุนัขที่เสียชีวิตจากทั่วประเทศ และข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่า มีเพียง 115 ตัวที่ตรวจพบเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ทางห้องปฏิบัติ ซึ่งเก็บรวมรวมตัวอย่างมาจากทั่วประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2559 เมื่อเปรียบเทียบกับยอดรวมของสุนัขจรจัดนับล้านตัวในประเทศไทย ผลการทดสอบนี้สามารถอธิบายได้ว่า โรคนี้มีจำนวนเป็นเพียงเศษเสี้ยวไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซนต์ของจำนวนสุนัขทั้งหมด

เมื่อเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา หน่วยงานระดับโลกในการควบคุมโรคติดต่อ (องค์การอนามัยโลก, องค์กรอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ, องค์การเพื่อสุขภาพสัตว์แห่งโลก และพันธมิตรสากลแห่งการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า) ทุกองค์กรต่างร่วมกันตอกย้ำนโยบายว่า การกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ การฉีดวัคซีนให้แก่สุนัขไม่น้อยกว่า 70% ของจำนวนสุนัขโดยรวมในประเทศนั้นๆ หรือในภูมิภาคนั้นๆ และต้องมีกฎระเบียบข้อบังคับที่เคร่งครัดในการเคลื่อนย้ายสุนัขเพื่อป้องกันไม่ให้สุนัขที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนสามารถข้ามเขตแดนจากภูมิภาคหนึ่งไปสู่อีกแห่งหนึ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น กลยุทธ์ระยะยาวที่สำคัญ ก็คือการลดจำนวนสุนัขจรจัดโดยการดำเนินการทำหมันให้กับสุนัขให้ได้ไม่น้อยกว่า 80% ของจำนวนสุนัขในแต่ละพื้นที่ ซึ่งกรณีนี้ก็ควรได้รับการกล่าวด้วยว่า การฉีดวัคซีนและทำหมันให้กับสุนัขในแต่ละกลุ่มพื้นที่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันฝูง ฉะนั้นการเคลื่อนย้ายสุนัขที่ได้รับวัคซีนและทำหมันแล้วออกไปจากพื้นที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันฝูงในบริเวณนั้นลดลงเพราะการเข้ามาแทนที่ของสุนัขกลุ่มใหม่ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนและการทำหมัน

แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ได้มีการรณรงค์การฉีดวัคซีนประจำปีให้กับสุนัขที่มีเจ้าของ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของแต่ละคนที่จะพาสุนัขของตนไปคลินิกใกล้บ้าน มีโครงการบางส่วนที่ยังคงออกปฏิบัติงานฉีดวัคซีนและทำหมัน ซึ่งมีบางโครงการที่จัดดำเนินการกันโดยองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรที่ดำเนินการให้กับสุนัขจรจัด

 

โครงการทำหมันที่ดำเนินการโดยมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยที่จังหวัดภูเก็ตเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า สุนัขที่มีเจ้าของและสุนัขจรจัดทั้งหมดเป็นกลุ่มเป้าหมายในโครงการการฉีดวัคซีนและทำหมัน  สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ภูเก็ตได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าและจากผลสำรวจก็พบว่า สุนัขจรจัดได้ลดจำนวนลงกว่า 50% ภายในระยะเวลา5 ปี สถิตินี้ยังคงเป็นสถิติถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะยังมีลูกสุนัขที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนจากพื้นที่ที่ยังคงมีโรคพิษสุนัขบ้าถูกนำเข้ามาในจังหวัดภูเก็ตโดยการซื้อขายในตลาดท้องถิ่นและร้านขายสัตว์ โครงการที่ประสบความสำเร็จในภูเก็ตขณะนี้ได้รับไปดำเนินการเช่นเดียวกันที่จังหวัดพังงาและจะทยอยออกปฏิบัติงานไปในพื้นที่จังหวัดอื่นต่อไปเมื่อมีความพร้อมในด้านงบประมาณ

มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย ด้วยการสนับสนุนจากองค์การการกุศลนานาชาติ ได้นำเสนอโครงการยักษ์ใหญ่งบประมาณกว่า 550 ล้านบาทในเวลา 7ปี เพื่อการดำเนินการทำหมันและฉีดวัคซีนให้กับสุนัขจรจัดในเขตกรุงเทพฯ โดยใช้โครงการในจังหวัดภูเก็ตเป็นแบบอย่าง ผลการสำรวจจำนวนสุนัขที่จัดทำขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 บ่งชี้ว่า มีสุนัขประมาณ 640,000 ตัวที่ใช้ชีวิตอิสระตามข้างถนนในเขตกรุงเทพมหานคร (สุนัขจรจัด สุนัขที่อาศัยในชุมชน และลูกสุนัขที่ไม่มีเจ้าของหากินเอง) โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากกรมปศุสัตว์ แต่ในปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ปฏิเสธที่จะยอมรับเงื่อนไขที่เป็นไปได้และส่งผลให้โครงการไม่สามารถดำเนินงานได้ แม้ว่าโครงการนี้จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสูญเสียงบประมาณจากหน่วยงานหรือภาษีเงินได้จากประชาชน

ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนที่จะบ่งชี้จำนวนของสุนัขจรจัดที่หากินกันอย่างอิสระในประเทศไทยในขณะนี้ แต่เชื่อได้ว่าต้องเป็นจำนวนนับล้านตัวแน่นอน การทำหมันและฉีดวัคซีนให้กับสุนัขที่มีเจ้าของและสุนัขจรจัด การจำกัดพื้นที่การเคลื่อนย้ายสุนัขที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนและทำหมัน การให้การศึกษาแก่ชุมชนและการควบคุมขยะ จะเป็นวิธีการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจะช่วยลดปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าและจำนวนสุนัขจรจัดในประเทศไทย

ความพยายามอีกทางหนึ่งในการลดจำนวนสุนัขจรจัดคือการวางยาเบื่อและจับสุนัขส่งศูนย์พักพิง ล้วนแต่เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและไม่เคยประสบความสำเร็จไม่ว่าที่ใดในประเทศไทยหรือทวีปเอเชีย และไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาระยะยาวต่อการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าหรือปัญหาการควบคุมจำนวนสุนัขจรจัดได้เลย

การกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าและการลดจำนวนสุนัขจรจัดในประเทศไทยนั้น สามารถบริหารจัดการได้แน่นอน ขอเพียงแต่ต้องการกลยุทธที่ยั่งยืนและอย่างมีมนุษยธรรม การลงทุนทีเพียงพอ และความตั้งใจจริงจากหน่วยงานของรัฐและชุมชนท้องถิ่น เพื่อเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศไทยควบคุมจำนวนสุนัขจรจัดและปลอดโรคพิษสุนัขบ้า

เกี่ยวกับมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย: มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งขึ้นในปี 2546 และได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดที่ถูกทอดทิ้งหรือถูกทำร้าย ในประเทศไทย คุณจอห์น ดัลลี่ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมให้สัมภาษณ์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับมูลนิธิและกิจกรรมของเรา

หากท่านต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเวบไซต์ของมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยได้ ที่ www.soidog.org หรือ www.facebook.com/soidoginthai

Comments

comments